กำลังจะไปปารีส

posted on 07 Mar 2014 15:07 by fingar
ฉันกำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ครั้งนี้น่าจะไกลจริงๆ ไม่ใช่แค่ไกล แต่เป็นการเดินทางที่ยาวเลยล่ะ.....
เมื่อตอนเป็นเด็ก เคยฝันเอาไว้ว่าจะไปบ้านแวนโก๊ะสักครั้ง เด็กหญิงอิงฟ้าตั้งใจจะไปเรียนวาดรูปกับแวนโก๊ะ โดยมีรูปดอกทานตะวัน (ที่เด็กหญิงอิงฟ้าคิดว่ามันคือดาวเรือง) ที่ปู่ติดไว้หน้าห้องน้ำเป็นแรงบันดาลใจ เด็กหญิงอิงฟ้าในวัยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก รู้สึกถูกดึงดูดด้วยภาพดอกไม้ประหลาดนั้น เธอมีความสุขกับการอาบน้ำพร้อมจ้องมองดอกดาวเรือง จนเมื่อถึงช่วงวัยที่สะกดคำได้ เธอจึงรู้ว่าคนวาดคือแวนโก๊ะ อยู่ที่ฝรั่งเศส เด็กหญิงคิดว่าแวนโก๊ะเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย นั่นทำให้เด็กหญิงมานั่งร้องไห้ในห้องสมุดเพียงลำพังเมื่อหลายปีต่อมา เธอค้นเจอหนังสือชีวประวัติแวนโก๊ะ ด้วยวัยเพียงเจ็ดขวบ เธออ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างตั้งใจ แล้วก็พบว่าแวนโก๊ะตายไปแล้ว......เธอเสียใจ ยืมหนังสือเล่มนั้นกลับบ้าน เอาไปฝังไว้หลังบ้าน เป็นเหตุให้แม่ถูกเชิญไปพบอาจารย์บรรณารักษ์....แล้วแม่ก็เข้าใจเหตุของความซึมเศร้าของลูกสาวได้ทันที ฉันจำรายละเอียดได้รางๆว่าแม่ต้องไปขุดเอาแวนโก๊ะมาคืนอาจารย์ แน่นอนมันถูกห่ออย่างดีก่อนฝัง ฉันเป็นเด็กรักหนังสือ ฉันรู้ว่าแม่โกรธที่ฉันทำผิดกฎโรงเรียนเป็นรอบที่เกินร้อยแล้วมั้ง (ฉันหวังว่าแม่จะเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ แม่ยังคงจริงจังกับการดึงฉันออกมาจากโลกที่ทำอะไรตามใจตัวเอง).....
แม่ทำสำเร็จเสียด้วย แม่เป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้จริงๆ ฉันเลยต้องยอมแพ้เอง ฮ่าๆ จากที่คิดว่าจะไปเรียนวาดรูปที่ปารีส กลายเป็นว่าฉันกำลังจะไปเรียนต่อปริญญาเอกทางด้านพันธุศาสตร์แทน โดยมี idol คนใหม่คือ หลุยส์ ปาสเตอร์ ฉันกำลังจะได้เข้าไปอยู่ในบ้านของหลุย ปาสเตอร์ คนที่เป็นแรงบันดาลใจของฉันอีกคน แวนโก๊ะ ปิกัสโซ่ ดาลี รอฉันก่อนนะ ฉันกำลังจะไป

มาบริจาค stem cell กันเถอะ

posted on 16 Aug 2012 20:32 by fingar
 
 
วันที่ 18-19 สิงหาคม 2555เวลา 10.00 - 19.00 น. ณ รอยัลพาร์คพลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์ค ถนนศรีนครินทร์ เพื่อรณรงค์จัดหาอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ ให้ได้ 20,000 ราย ในปี 2555 
 
 
Stem cell นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเสริมความงามให้หน้าดูอ่อนเยาว์แต่อย่างใด แต่จะเอา stem cell นี้ไปบริจาคให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะผิดปกติเกี่ยวกับเม็ดเลือด โอกาสที่จะเจอคนให้ที่มีความเข้ากันได้กับคนรับ คือเกือบ 1 ใน 10000 กันเลยทีเดียว ยิ่งมีอาสาสมัครไปลงชื่อบริจาคมาก โอกาสที่คนไข้ที่เฝ้ารอคอยที่จะเจอคนให้ที่ตรงกับตัวเองก็มีมากขึ้น มาตามหาคู่แท้ด้วยกันนะ^^
 
Stem cell เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่ถูกสร้างขึ้นจากไขกระดูกของแต่ละคน เป็นเซลล์มหัศจรรย์ที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือดได้ ในคนไข้ที่มีภาวะโรคเลือด ไม่ว่าจะเป็นไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ทาลัสซีเมีย กลุ่มคนเหล่านี้มีเม็ดเลือดที่ผิดปกติ ถ้าได้รับ stem cell ที่ดีเข้าไป ร่างกายของเขาเหล่านี้ก็จะกลับมามีชีวิตใหม่ได้ 
 
ขั้นตอนการบริจาคก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และคนให้ก็ไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนกับเมื่อก่อนที่ต้องเจาะเอาไขกระดูกไปตรวจ งานนี้แค่คุณมีใจพร้อมที่จะให้ เดินไปลงชื่อเป็นอาสาสมัคร แล้วให้ทางกาชาดเจาะเลือดไป 20 มิลลิลิตรเท่านั้น 
 
กาชาดจะเอาเลือดของคุณไปตรวจความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อ มีชื่อเรียกเท่ห์ๆว่า HLA Typing แล้วก็จะเก็บข้อมูลเอาไว้เปรียบเทียบกับคนไข้ทั้งหมดในระบบของกาชาด ถ้าคู่แท้ของคุณเกิดแล้วล่ะก็ HLA ตรงกัน ทางกาชาดก็จะส่งจดหมายมาเชิญให้คุณไปเข้าสู่กระบวนการบริจาค Stem cell 
 
 
 
มาตามหาคู่แท้กันนะ แต่ถ้า 18-19 นี้ไม่ว่างกัน ที่กาชาดเปิดรับอาสาสมัครอยู่เสมอนะคะ

edit @ 19 Aug 2012 20:50:34 by ปีก

"The soul that still yesterday wept is quiet 
-- it's exile suspended
a country without art only nature
Memory magnolia pure so far off
I am blind
and made from a bit of earth
But your gaze never leaves me
And your angel keeps me"

Dora Maar--1970

"ตัวตนอันคร่ำครวญเมื่อวันวาน--ถูกปัดเป่า
ความแท้จริงเป็นเพียงดินแดนไร้ความสุนทรี
ความทรงจำที่แสนดีถึงพุ่มแมกโนเลียนั้นแสนไกล
ฉันมืดบอด
และถูกประกอบขึ้นจากส่วนเล็กเล็กของโลก
แต่เธอไม่เคยละสายตาไปจากฉัน
เทวดาของเธอนั้นโอบอุ้มฉันเอาไว้"

แด่วันที่ฉันได้รับข่าวดี และแด่บิดาที่มีอายุเพิ่มขึ้นเต็มที่ในวันนี้

^^
 
 หลายปีมานี้มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต ได้พบได้เจออะไรใหม่ๆ เพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ๆ งานใหม่ๆ หลายอย่างพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ดูจะแย่ลง การมีชีวิตสองด้านมนเป็นอะไรที่ค่อนข้างสับสนในตัวตนของตัวเองอยู่ไม่น้อย เหมือนมีคนสองคนอยู่ในร่างเดียวกัน แต่คนสองคนในร่างเดียว มีจุดหมายปลายทางที่ต่างกัน ชนิดที่คนหนึ่งอยากไปซ้าย และอีกคนอยากไปทางขวา แต่ทั้งคู่ไม่เคยทะเลาะกัน เพียงแต่คนหนึ่งยอมที่จะหยุดอยู่กับที่ แล้วปล่อยให้อีกคนเดินทางไปตามที่ต้องการ ความห่างจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนที่ออกเดินทางกว่าจะรู้ตัวว่าระยะห่างมันกว้างแค่ไหน ก็เมื่อถึงวันที่การเดินทางเริ่มสะดุด และหกล้มลง จึงได้หันมองกลับหลังเพื่อมองหาเพื่อนอีกคนที่เคยอยู่ด้วยกัน เพราะทุกครั้งที่ใครคนใดคนหนึ่งล้มอีกคนจะเข้ามาประคองทันที แต่ครั้งนี้มันห่างเกินไป......จะเดินกลับไป หรือยืนรอให้เพื่อนที่แสนดีเดินตามมาให้ทันดีล่ะ
ต่อจากนี้จะรักษาสมดุลในชีวิตให้ดีกว่านี้ คนสองคนในร่างเดียวจะไม่มีอีกแล้ว เพราะเราจะรวมเป็นคนเดียวกันให้ได้เหมือนเดิม จะได้ไม่ล้ม ไม่เจ็บอีก^^ 

edit @ 15 Aug 2012 21:53:49 by ปีก

คนหลงทาง

posted on 11 Jul 2010 18:26 by fingar

"อย่าฝากชีวิตดีๆไว้ที่ฉัน

อย่าเอาความฝันของเธอมาเสี่ยงรู้ไหม

เก็บเอาชีวิตของเธอเดินออกไปให้ไกล

ไม่อยากทำร้ายคนดีอย่างเธอ"

 

                                      

                 เพลงคนหลงทางของ Big Ass ฟังทีไรก็ให้ความรู้สึกแปลกในใจทุกครั้ง ถ้ารักกันทำไมไม่เดินไปพร้อมกัน ทำไมต้องผลักไสไล่ส่งให้อีกคนออกไปจากชีวิต แทนที่จะพยายามทำตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อคนที่เรารัก แต่กลับมาทำร้ายจิตใจกันด้วยคำว่าเธอดีเกินกว่าที่จะมาอยู่กับคนอย่างฉัน...

                ไม่ได้อัพ blog มานานมากๆ จนแมงมุมจะทำรังใส่อยู่แล้ว ^_^ รูปนี้วาดเองเลยนะเนี่ย หลังจากฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกอยากหยิบดินสอมาวาดอีกครั้ง คนหนึ่งคนยินดีที่จะรอคอยอะไรบางอย่าง แม้สิ่งที่รอนั้นไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึง ต้องใช้เวลานานแค่ไหนเพื่อรอ แต่มันคือความสุข...และคือความหวัง หากชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง อย่าได้ไปบอกให้ใครหยุดรอความหวังของตัวเองเป็นอันขาดเชียว

edit @ 24 Jul 2010 14:31:47 by ปีก

อยากจะรู้เหมือนกัน

posted on 09 Jan 2010 17:54 by fingar

           มีหลายคนถามฉันว่า ไม่เคยมีแฟนเลยจริงๆหรือ

 มันแปลกมากหรืออย่างไรกับการที่คนหนึ่งคนจะไม่เคยมีแฟน

ทุกคนที่เพิ่งรู้จักฉันมักจะคิดว่าฉันมีแฟนแล้ว

หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยมีความรักมาบ้าง แต่เปล่าเลย ฉันไม่เคยมีแฟน

ไม่เคยมีความรู้สึกว่าอยากจะเป็นแฟนใคร 

คำถามที่ตามมาอีกก็คือ มีคนมาจีบบ้างไหม คำตอบก็คือมันก็มีนะ

           ฉันกลัวเวลาที่มีใครเดินก้าวล้ำเส้นที่ฉันขีดเอาไว้

ซึ่งก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่ากลัวอะไร รู้อย่างเดียวว่าฉันให้เขาเข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้

เลี่ยง หลบ หนี คือสิ่งที่ฉันจะทำทันที ถ้าใครสักคนพยายามใกล้ฉันเกินกว่าระยะที่ฉันพอใจ

ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นฉันจะรู้สึกดีที่ได้พูด ได้คุย ได้ไปไหนมาไหนด้วย

 แต่เมื่อใกล้กันมากขึ้น

ฉันจะเกิดอาการกลัว และไม่อยากเจอ ไม่อยากพูด คุย หรือไปไหนมาไหนด้วยอีก

แล้วมันก็จบลงด้วยความรู้สึกผิดของฉัน ที่ทำร้ายใจของคนหนึ่งคนที่หวังดีไป

            เพื่อนบางคนบอกว่าฉันอาจจะจิตตกมากไป

ออกแนวโรคจิต หวงความเป็นส่วนตัวเกินไป

บางคนบอกว่าฉันมีญาณรับรู้ความรักต่ำกว่าคนทั่วไป

บางคนบอกว่าฉันควรจะเปิดใจให้ใครสักคนดูก่อนที่จะตัดสินใจ

ฉันก็ลองจะพยายามดู แต่ก็เหมือนเดิม

          ฉันสรุปเอาเองว่า อาจเป็นเพราะฉันยังไม่เจอคนคนนั้นที่ฉันรอ

 แต่ฉันเองก็บอกไม่ได้ว่ารออะไร รอใคร

เขาคนนั้นต้องเป็นแบบไหน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

และที่สำคัญฉันก็ไม่รู้ว่าฉันต้องการ หรือไม่ต้องการที่จะรอ

 

            

edit @ 10 Jan 2010 08:02:59 by ปีก

edit @ 10 Jan 2010 08:03:35 by ปีก

สิ่งสวยงามภายในใจ

posted on 11 Jul 2009 19:17 by fingar

 

 เพียงคำพูดไม่กี่คำ

ร้อยเรียงผ่านตัวหนังสือที่คุ้นตา

เหมือนดั่งมีพลังแห่งมนตรา

สะกดสายตา สะกดใจให้นิ่งงัน

         เคยไหมที่รู้สึกหัวใจเบิกบานอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้รับโปสการ์ดหรือจดหมายจากใครบางคนที่เราไม่คาดฝันว่าจะส่งมาถึงเรา แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำสั้นๆ แต่มันดูมีความหมายมากมายกว่านั้น

ความคิดถึง ความห่วงใย

ไหลบ่าจากตัวหนังสือสู่หัวใจ

ปัดไล่ความเหงา ความเหนื่อยล้า

เพียงได้พบว่า มีคนรักและคิดถึง

             แค่ได้รับรู้ว่ามีคนหนึ่งคนที่ยังรักและระลึกถึงเราเสมอ แม้จะไม่ได้พบเจอหรือได้ยินเสียง เพียงแค่ข้อความก็เติมความสุขให้กับเราในวันที่เหนื่อยล้าได้

วันเวลาที่ผ่านพ้นไป

ทำให้อะไรต่างเปลี่ยนแปลง

แต่ความรัก ความห่วงใย

จากเพื่อนที่แสนดี ยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย

           ในช่วงเวลาหนึ่งเราได้ใช้ชีวิตร่วมกับใครหลายคนจนเกิดความรู้สึกรักใคร่ สนิทสนมคุ้นเคย แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ แล้วจากนั้นก็ลาจากกันไป จนไปพบกับใครอีกหลายคนในช่วงเวลาที่ต่างออกไป ความรัก ความห่วงใย ความผูกพันกับผู้คนทั้งหลายเหล่านั้นกลับไม่เคยเลือนหายแม้จะเลือนลางไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีอยู่เเช่นนั้นไม่เสื่อมเลย

แม้นานทีจะได้พบ

แม้นานทีจะได้ส่งความรู้สึก

แม้นานทีจะได้พูดคุยกัน

แต่ทุกครั้งช่างตราตรึงและสวยงาม

              เมื่อวันหนึ่งเราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แม้เวลาที่เราห่างหายจากกันไปจะนานแสนนาน แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม และความรู้สึกเมื่อได้พบกันทุกครั้งก็จะตราตรึงอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะพบกันอีกครั้งหนึ่ง

 นี่คือความผูกพันระหว่างใจ ระหว่างกันและกัน

ที่กาลเวลาสามารถทำให้เลือนลางแต่ไม่สามารถทำให้เลือนหายได้เลย

ทุกอย่างอยู่ที่เรา

posted on 20 Jun 2009 19:21 by fingar

                          กระแสแห่งกาลเวลาพัดพาเอาหลายๆอย่างผ่านเข้ามาในชีวิต พร้อมกับพัดพาเอาสิ่งที่เคยมีอยู่ออกไปด้วยเช่นกัน กระแสแห่งเวลานั้นรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน แม้พยายามกั้นบางสิ่งไม่ให้เข้ามา หรือรั้งบางอย่างไม่ให้ออกไป ก็ทำไม่ได้อย่างที่ใจคิด

                          การปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต หากมัวแต่ทุกข์ใจและมีอคติกับสิ่งที่ไม่ต้องการ และเอาแต่เสียดายกับสิ่งที่ต้องเสียไป ความสุขคงไม่เกิดขึ้น เพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้เมื่อไม่นานมานี้เองกับคำว่า "จงอยู่กับปัจจุบัน อย่ารำพันถึงอดีต และอย่าเพ้อฝันถึงอนาคตอันไม่แน่นอน"

                         "บอกกับตัวเองว่าเราทำได้ แล้วทุกอย่างมันก็จะง่ายขึ้น" 

ช่วงนี้กำลังเครียดหนัก เพราะมัวแต่คิดถึงวันข้างหน้าว่าอาจะเรียนไม่จบปริญญาเอก เพราะหัวข้อ thesis โหดร้ายเหลือเกิน แต่ถ้าทำได้มันก็จะเป็นประโยชน์กับอีกหลายชีวิตที่เสี่ยงกับโรคมาลาเรีย ในเมื่อมีคนวางใจว่าเราทำได้ ก็จะสู้เต็มที่ล่ะนะ

edit @ 20 Jun 2009 19:53:00 by ปีก

เพราะฉันเอง

posted on 14 Jun 2009 12:26 by fingar

          ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมขึ้นกับฉัน ครั้งแรก ฉันก็ไม่สบายใจอยู่หลายวันและเสียเพื่อนไปตลอดกาล ทุกครั้งที่คิดถึงสิ่งที่ทำลงไปในตอนนั้นก็เหมือนหนามสะกิดใจอยู่ร่ำไป เป็นความรู้สึกผิดที่เลวร้ายเหลือเกิน ได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก แต่แล้วมันก็เกิดซ้ำขึ้นมาจนได้ ฉันพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิมๆ แต่สุดท้ายฉันก็ต้องใช้วิธีเดิมจัดการกับมัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเสียเพื่อนไปอีกเหมือนเดิม

           ฉันผิดเองที่น่าจะรู้และดูให้ออกว่าใครคิดอะไร อย่างไร กับตัวเอง ถ้ารู้เร็วกว่านี้คงไม่ต้องทำร้ายใครด้วยการกระทำ และคำพูด รวมทั้งทำร้ายตัวเองด้วยความรู้สึกผิดอย่างนี้

             ฉันไม่เข้าใจว่าเมื่อเราปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ทำไมแต่ละคนที่ได้รับการปฏิบัติจากเราถึงมีความคิดเห็น ความรู้สึกและตอบสนองต่อเรา แตกต่างกัน

 

อยากบอกกับเธอเหลือเกินว่า

ฉันขอโทษ

เธอไม่ผิดที่คิดอย่างนั้น

มันผิดที่ฉัน

ที่ปล่อยให้เธอคิดไป

แล้วกลับมาทำร้ายใจของเธอ

ด้วยคำพูดของฉันเอง

                

Love at first sight

posted on 09 Jun 2009 18:48 by fingar

 

"ฉันรักเธอโดยที่ไม่รู้จัก ฉันหลงรักเธอตั้งแต่แรกพบหน้า"

                ฟังเพลงนี้ทีไรก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มและยิ้มทุกที แต่ก็มักจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันจะเป็นไปได้จริงๆหรือกับเหตุการณ์อย่างในเพลงๆนี้ รักทั้งๆที่ไม่รู้จัก รักตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ มันจะดูใจเร็วด่วนได้ไปหรือไม่กับความรู้สึกแบบนี้

            สงสัยเหลือเกินว่าถ้ามีใครสักคนส่งเพลงนี้ให้ จะเกิดความรู้สึกอย่างไร จะสงสัยมั้ยว่าไอ้นี่มันบ้ารึเปล่า หรือจะรู้สึกคล้อยตามไปกับเพลงมั้ย   เฮ้อ

            ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ก็รู้สึกว่าเพราะดี มีความหมาย และที่สำคัญพี่ป๊อด (ศิลปินคนโปรดของเรา)ร้องซะด้วย โดยส่วนตัวก็ชอบนะ แต่มาในวันนี้ที่ได้ฟังกลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกเลย

 

edit @ 9 Jun 2009 19:05:03 by ปีก

edit @ 9 Jun 2009 19:12:06 by ปีก

"ถ้า"

posted on 07 Jun 2009 15:40 by fingar

ฟ้ายามรติกาล

มีแสงจันทร์ทอประสานเมฆครึ้มเทา

เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยวเหงา

เป็นช่วงที่รู้สึกถึงเงาของบางอย่าง

ภายในใจ

 

วันเวลา คำพูด และโอกาส

คือสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนได้

หากแต่ปล่อยผ่านไปแล้ว

กลับตราตรึงอยู่ในใจ

ไม่เคยผ่านเลยไปอย่างต้องการ

 

ณ จุดหนึ่งของถนนสายชีวิต

จะมีช่วงที่หวนคิดถึงเส้นทางที่มองผ่าน

จะเป็นเช่นไรหากวันวาน

ได้เลือกในทางที่มองผ่าน

ความแตกต่างของสองทางคืออะไร

คนเรามักจะมีคำว่า "ถ้า" เสมอในการดำเนินชีวิต

แต่เวลาไม่อาจย้อน คำพูดไม่อาจคืน โอกาสที่ผ่านแล้วจะไม่กลับมาอีก

จะมีประโยชน์อันใดกับการใช้คำว่า "ถ้า"

อยู่กับปัจจุบัน

รอคอยในสิ่งที่กำลังจะเข้ามา

มีความสุขอยู่กับความเป็นจริง

น่าจะดีกว่านึกย้อนกลับไปแล้วใช้คำว่า "ถ้า" เพื่อปลอบโยนตัวเอง